ผู้เขียน หัวข้อ: โรควุ้นในลูกตาเสื่อม อย่ามองข้าม  (อ่าน 10583 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

ออฟไลน์ el~rose

  • Tiida Team Thailand (F)
  • Hero Member
  • *
  • กระทู้: 930
  • Karma: +0/-0
โรควุ้นในลูกตาเสื่อม อย่ามองข้าม
« เมื่อ: พฤศจิกายน 12, 2008, 17:02 »
หลายคนอาจจะได้เคยอ่านกันแล้ว  แต่ก็อยากเอามาฝากคนที่ยังไม่ได้อ่าน



จากคอลัมน์ " รักสุขภาพ "

ของหนังสือพิมพ์ คมชัดลึก ตอน โรควุ้นในลูกตาเสื่อม ซึ่งเขาได้อ้างอิงจาก

http://www.fwdder.com/topic/9673



โรควุ้นในลูกตาเสื่อม

คนที่เล่นคอมพ์เกือบทุกคน เป็นโรค 'วุ้นในลูกตาเสื่อม' ตอนนี้ในประเทศไทย มีคนเป็นโรคนี้ถึง 14 ล้านคนแล้ว จากข้อมูลทางหนังสือพิมพ์ (นี่เฉพาะแค ่ที่มีข้อมูลบันทึกไว้ คนที่ไม่รู้ตัวว่าตัวเองเป็นจะมากขนาดไหน?)

อาการก็คือ !
คุณจะเห็นเป็นคราบดำๆ เหมือนหยากไย่ ลอยไปลอยมาเหมือนคราบที่ติดกระจก จะเห็นชัดก็ต่อเมื่อ คุณมองไปยังภาพแบล็คกราวนด์ที่มีสีสว่าง เช่น ท้องฟ้าขาวๆ ฝาห้องขาวๆ ฝาห้องน้ำขาวๆ จะเห็นเป็นคราบดำๆ ลอยไปลอยมา ถ้าอาการมากกว่านั้นก็คือ ประสาทตาฉีกขาด คุณจะมองเห็นแสงแฟลชในที่มืด ไม่ว่าหลับตาหรือลืมตา (น่ากลัวมากๆค่ะ) และถึงขั้นนี้จะต้องผ่าตัด (ซึ่งไม่มีอะไรรับประกันว่าจะดีเหมือนเดิม จะตาบอดหรือไม่?)

สาเหตุของโรคนี้คือ !
'การใช้สายตามากเกินไป' (เล่นคอม) แต่ก่อนโรคนี้จะเกิดกับผู้สูงอายุ หรือ คนที่มีอาชีพใช้ที่สายตามากๆ เช่น ช่างเจียระไนเพชรพลอย ! ที่ต้องใช้สายตาเพ่งมากๆ แต่เดี๋ยวนี้คนเป็นโรควุ้นในลูกตาเสื่อมกันมากเพราะ เล่นเนต หรือ เล่นคอม (คุณฟังไม่ผิดหรอก เดี๋ยวนี้คนเป็นโรคนี้กันมากเพราะเล่นคอมนี่แหละ)

ถามว่าทำไม คนเล่นเนต เล่นคอม ถึงเป็นกันมาก?
ไม่ว่าคุณจะเล่นเนต, เล่นเกมส์, อ่านไดอารี่, อ่านบทความ, อ่านหนังสือหรืออะไรก็ตาม ที่อยู่บนจอคอมพิวเตอร์ ล้วนทำให้สายตาคุณเสียได้ทั้งสิ้นเพราะว่า ถ้าคุณอ่านหนังสือที่เป็นแผ่นกระดาษธรรมดาๆ 'ระยะห่างระหว่าง ลูกตา กับ ตัวหนังสือ จะคงที่ แน่นอนเพราะขอบของตัวหนังสือจะคมชัด ทำให้สมองกะระยะโฟกัสได้ถูกต้องแน่นอนกว่า กล้ามเนื้อและประสาทตาจึงทำงานค่อนข้างคงที่
แต่ ! ตัวหนังสือบนจอคอมพิวเตอร์นั้น มีลักษณะเป็นจุดๆ ประกอบกัน เหมือนแขวนลอยบนจอ ขอบของตัวหนังสือไม่คมชัด สมองจะสับสนในการปรับระยะโฟกัส ( เพราะจอแก้ว จะมีความหนาของแก้ว แต่เรามองผ่านมันไป ) (จอ LCD เราก็ต้องมองผ่านเข้าไปเหมือนกัน ตัวหนังสือไม่ได้ติดอยู่ด้านบนเหมือน อยู่บนแผ่นกระดาษ)

การปรับระยะโฟกัสจึงไม่แน่นอน บวกกับ ลักษณะการอ่านหนังสือในคอมนั้น จะต้องใช้เม้าส์จิ้ม ลากแถบด้านข้างจอ เพื่อเลื่อนบรรทัดหนังสือขึ้นลง เพื่อที่จะอ่านบรรทัดด้านล่างได้หรือไม่ก้อ ใช้ลูกหมุนที่อยู่บนเม้าส์หมุนเพื่อเลื่อนบรรทัดหนังสือ

แต่การเลื่อนบรรทัดนี้ ไม่เหมือนกับการอ่านหนังสือจากแผ่นกระดาษ ที่แขนกับคอเราจะปรับการมองขึ้นลงโดยอัตโนมัติ มีระยะที่แน่นอน สัมพันธ์กัน แต่ว่าการเลื่อนบรรทัดด้วยแถบด้านข้าง หรือลูกกลิ้งบนเม้าส์นั้น มันจะมีลักษณะการเลื่อนแบบกระตุกๆ (คุณสังเกตุดู ) มันจึงทำให้ปวดตามากๆ เพราะจะต้องลากลูกตาเลื่อนตามบรรทัดที่กระตุกๆ นั้นไปตลอด บวกกับ การพิมพ์ตัวหนังสือนั้น บางทีคุณต้องก้มเพื่อมองนิ้ว ว่ากดตำแหน่งบนแป้นพิมพ์ถูกตัวอักษรหรือไม่ ทำให้เดี๋ยวก้ม เดี๋ยวเงย ลูกตาปรับโฟกัสบ่อยเกิน ทำให้ลูกตาทำงานหนัก กว่าจะพิมพ์งานเสร็จ คุณจะปวดตามากๆ ตัวอย่างเช่นกรณีเด็กนักศึกษา เร่งพิมพ์รายงานส่งอาจารย์ ติดต่อกันข้ามคืน ! สองสามวัน ตาจะปวดมากๆ

รวมทั้งเวลาการเปิดใช้โปรแกรม word ในการพิมพ์ตัวหนังสือมักจะมีสีพื้นที่เป็นสีขาวสว่าง (ที่นิยมก็คือ ตัวหนังสือสีดำบนพื้นสีขาว) สีพื้นที่สว่างจ้านี่เอง ทำให้ตาคุณจะเกิดอาการแพ้แสง ถ้ามีการพิมพ์ติดต่อกันนานๆ เพราะจ้องจอสีขาวนานเกินไป หรือไม่ก็คนที่ชอบเล่นเกมส์บ่อย ๆ มักจะมีการปรับแสงสว่าง เพราะเวลาเล่นเกมส์ ภาพพื้นหลังของเกมส์มักจะมืดๆ

สรุปก็คือ
1. การมองตัวหนังสือที่แขวนลอยอยู่ในจอโฟกัสไม่แน่นอน กล้ามเนื้อลูกตาทำงานหนัก 'ทำให้สายตาเสีย'
2. การเลื่อนตัวหนังสือและแถบบรรทัด ในหน้าคอม หรือ หน้าเนต มันจะเลื่อนแบบเป็นกระตุกๆ ทำให้สายตาเสีย การกระตุกๆ ของแถบบรรทัดนี่เอง ที่ทำให้สายตาเสีย
3. การก้มๆเงยๆ มองแป้นพิมพ์ และมองจอคอม กลับไปกลับมา 'ทำให้สายตาเสีย '
4. การปรับจอภาพที่! มีแสงสว่างจ้ามากเกินไปโดยไม่รู้ตัว 'ทำให้สายตาเสีย' (คล้ายๆ กับการเปิดดูทีวี ในห้องมืดๆ เป็นประจำ แล้วทำให้สายตาเสียน่ะเองค่ะ อย่างเดียวกัน)
5. การใช้จอคอม ที่มีความกว้างมากเกิน !! (จอคอมกว้างๆ นั้น เหมาะสำหรับการดูภาพ ดูหนัง แต่ไม่เหมาะกับการดูตัวหนังสือ !!) เพราะว่า สายตาคนเรานั้นมีระยะการมองตัวอักษรที่ 1 ฟุต (12นิ้ว) แต่จอคอมสมัยใหม่ กลับมีความกว้าง 17 นิ้ว 19 นิ้ว หรือมากกว่านั้น ซึ่งมันกว้างเกินระยะกวาดสายตามอง จากขอบหนึ่งไปสู่อีกขอบหนึ่ง (ทำให้ปวดทั้งคอ ทั้งลูกตา)

ถามกลับไปว่า ทำไม กระดาษเอกสาร ที่ใช้ในการอ่านการเขียนทั่วไปจึงมีขนาด A4 ?
คำตอบ ก็คือ ความกว้างของกระดาษ A4 ไม่กว้างเกินไป กำลังพอดีกับการกวาดสายตามอง และเป็นคำตอบเดียวกับที่ว่าทำไมขนาดของจอคอมคุณที่ใช้ ไม่ควรเกิน 15 นิ้ว นั่นเอง

ส่วนมากคนทั่วไป มักจะคิดไม่ถึงว่า การเล่นคอมทุกวันนั้น จะเป็นสาเหตุใหญ่ที่สามารถทำให้ตาบอดได้ ถ้าเกิดอาการรุนแรงเพราะกว่าจะรู้ตัวแล้วไปหาหมอ หมอก็อาจจะบอกว่า คุณไม่สามารถรักษาหายได้แล้ว และต้องรักษาด้วยการผ่าตัดเท่านั้น!!!
 



ปล. ไม่อยากบอกเลยว่าเจอกับตัวเองแล้วค่ะ  เริ่มมีอาการแล้ว  เหอๆๆๆ  นี่ขนาดอีกหลายปีกว่าจะขึ้น 3 นะเนี่ย  :YoyoEmo41:

ออฟไลน์ Jexep

  • Tiida Team Thailand (M)
  • Full Member
  • *
  • กระทู้: 222
  • Karma: +0/-0
  • http://www.to-motor.com
    • TCS Motor
Re: โรควุ้นในลูกตาเสื่อม อย่ามองข้าม
« ตอบกลับ #1 เมื่อ: พฤศจิกายน 13, 2008, 02:22 »
เป็นเหมือนกันครับ

และเป็นค่อนข้างหนัก เพราะลอยไปลอยมาในตาผมเยอะมากๆครับ

นอกจากนั้นแล้ว ถึงแม้จะไม่ถึงขนาดเห็นเป็นแสงแฟรช แต่ ตอนนี้ มันเห็นเหมือนมีอะไร เป็นแสงจุดๆ วิ่งอยู่ภายในตาตลอดเวลา

ทั้งมองในที่มืด และ หลับตาครับ

 :YoyoEmo43:

ว่าจะไปหาหมอที่รักษาตา แต่ไม่รู้ว่าจะหายรึเปล่า เฮ้อ


เวบของที่บ้านผมเองครับ สนใจติดต่อได้ครับ :)

http://www.to-motor.com/

http://twitter.com/Jexep

ออฟไลน์ el~rose

  • Tiida Team Thailand (F)
  • Hero Member
  • *
  • กระทู้: 930
  • Karma: +0/-0
Re: โรควุ้นในลูกตาเสื่อม อย่ามองข้าม
« ตอบกลับ #2 เมื่อ: พฤศจิกายน 13, 2008, 13:13 »
เป็นเหมือนกันครับ

และเป็นค่อนข้างหนัก เพราะลอยไปลอยมาในตาผมเยอะมากๆครับ

นอกจากนั้นแล้ว ถึงแม้จะไม่ถึงขนาดเห็นเป็นแสงแฟรช แต่ ตอนนี้ มันเห็นเหมือนมีอะไร เป็นแสงจุดๆ วิ่งอยู่ภายในตาตลอดเวลา

ทั้งมองในที่มืด และ หลับตาครับ

 :YoyoEmo43:

ว่าจะไปหาหมอที่รักษาตา แต่ไม่รู้ว่าจะหายรึเปล่า เฮ้อ

ของโรสเป็นแบบเห็นเป็นเส้นไหมพรมดำๆ ลอยผ่านไปผ่านมา  แต่ไม่ได้เป็นตลอดนะคะ  จะเป็นหนักหน่อยตอนใช้คอมติดต่อกันนานๆ  บางทีหลับตาแล้วยังตามไปลอยต่อในตาเลย  เฮ้อ  :YoyoEmo41:

คุณแม่โรสเป็นอยู่เหมือนกันค่ะ  เริ่มแรกก็เห็นเป็นแต่เส้นๆ เหมือนกัน  หลังจาก 10 ปีผ่านไป  ตอนนี้ท่านเห็นเป็นเส้นแปร๊บๆ แล้วๆ แล้วก็เห็นเป็นหมอกขาวๆ ลอยในตาด้วย 

คุณหมอที่ดูแลอาการที่รัตตนิล (เขียนชื่อโรงพยาบาลถูกป่าวเนี่ย) บอกว่ารักษาไม่หายค่ะ  ได้แต่ระวังไม่ให้เป็นมากขึ้นเท่านั้นเอง  แต่ว่าต่อไปอาจจะมีวิธีรักษาก็ได้  วิวัฒนาการเดี๋ยวนี้มันก้าวกันเร็วจะตาย

พรุ่งนี้จะรีบไปหาหมอแล้วค่ะ  เพราะยังมีเรื่องให้ต้องใช้ตาอีกมากมาย  ตอนนี้ถนอมเอาเองโดย
1. หลับตาพิมพ์แล้วค่ะ  ใช้ระบบสัมผัสเอา
2. เวลาจะเลื่อนหน้าเวปขึ้นลงจะหลับตา  รอให้หน้าเวปนิ่งเสียก่อนค่อยลืมตาขึ้นมาดู  สายตาจะได้ไม่ต้องกระตุกตามตัวอักษร
3. ใส่แว่นตัดแสงเพิ่มไปอีกหนึ่งยามใช้คอม  เวลาออกข้างนอกแดดจ้าๆ ก็ใส่แว่นกันแดดเข้มๆ หน่อย (แสงแดดก็ทำให้สายตาเสียได้เหมือนกัน)
4. ถ้าจำเป็นต้องอ่านเรื่องจากในเวปแล้วมันยาวมาก  ก็พิมพ์ใส่กระดาษออกมาอ่านเลย  ดีกว่านั่งอ่านจากจอคอมแน่นอน
5. ปรับความสว่างหน้าจอให้ต่ำเท่าที่จะมองเห็นได้สบายๆ

คุณ Jexep ก็รีบไปให้หมอตรวจดีกว่าค่ะ

ออฟไลน์ ===nIkKu===

  • Staff
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 1537
  • Karma: +18/-4
  • Choose wisely .. Live well
    • Nikku's facebook
Re: โรควุ้นในลูกตาเสื่อม อย่ามองข้าม
« ตอบกลับ #3 เมื่อ: พฤศจิกายน 13, 2008, 14:34 »
น่ากลัวจริงๆด้วย

ออฟไลน์ el~rose

  • Tiida Team Thailand (F)
  • Hero Member
  • *
  • กระทู้: 930
  • Karma: +0/-0
Re: โรควุ้นในลูกตาเสื่อม อย่ามองข้าม
« ตอบกลับ #4 เมื่อ: พฤศจิกายน 14, 2008, 14:19 »
ไปหาหมอมาเรียบร้อย  เลยได้ข้อมูลมาฝากเพิ่มเติมจากโรงพยาบาลรัตนิน



เงาตะกอนน้ำวุ้นตาและไฟแลบ (Floaters and Flashes)

เงาตะกอนน้ำวุ้นตาคืออะไร
“เงาตะกอนวุ้นน้ำตา” (Floaters) คือ เงาดำเล็กๆ หรือหยากไย่ที่เห็นลอยไปมา  จะเห็นได้ชัดขึ้นเมื่อมีแสงสว่างเข้าตามาก  เช่น  เมื่อมองพื้นขาวหรือท้องฟ้าใส  เงาดำจะจางลงไปเมื่อแสงเข้าตาน้อย  เช่น  ขณะอยู่ในที่ร่ม  หรือในบ้าน  เป็นต้น

รูปร่างของเงาดำมีลักษณะต่างๆ กันตามรูปร่างของตะกอนในน้ำวุ้นตา  เช่น  เป็นจุดวงแหวน  ลูกน้ำ  หยากไย่  คล้ายใยแมงมุม  เป็นต้น  ซึ่งถ้าหากเงาดำนี้เกิดขึ้นทันทีทันใดก็อาจทำให้ตกใจได้  จำนวนของเงาดำนี้มีความสำคัญมาก  คนปกติทั่วไป  ถ้าเห็นเงาดำ 2-3 จุด  ส่วนใหญ่ไม่มีอันตราย  เป็นเพียงการเปลี่ยนแปลงตามธรรมชาติของตาเมื่ออายุมากขึ้นเท่านั้น  ผู้ที่มีสายตาสั้น  หรือหลังลอกต้อกระจก  จะพบปรากฎการณ์นี้มากกว่าคนปกติทั่วไป  อาจจะมีเลือดออกในน้ำวุ้นจากการฉีกขาดของจอประสาทตาได้

สาเหตุของเงาตะกอนวุ้นน้ำตา
ปกติช่องว่างภายในลูกตามีวุ้นเหมือนเยลลี่บรรจุอยู่เต็มไม่มีการเคลื่อนไหว  แต่เนื่องจากการมีอายุที่มากขึ้น  การมีสายตาสั้นมากๆ หรือการโดนกระแทกที่ศรีษะหรือบริเวณตา  ทำให้น้ำวุ้นเปลี่ยนสภาพเป็นของเหลวและตกตะกอน  เงาของตะกอนอาจจะใสๆ หรือสีเทา  ลอยไปลอยมาตามการไหลของน้ำวุ้นเมื่อมีการกลอกตา

อาการของตะกอนน้ำวุ้นที่มีอันตราย
การที่น้ำวุ้นเปลี่ยนสภาพเป็นของเหลว  เป็นปรากฎการณ์ตามปกติ  ดังนั้น  การมองเห็นเงาดำ 2-3 จุด  ถือเป็นเรื่องปกติ  แต่ในบางรายภาวะที่มีอาการตกตะกอนนี้  น้ำวุ้นตาจะหดตัว  แยกออกจากจอประสาทตาไปพร้อมกัน  บางครั้งดึงรั้งจนจอตาฉีกขาด  และถ้าตำแหน่งที่ฉีกขาดตรงกับเส้นเลือดที่จอตา  เลือดจะไหลเข้าไปน้ำวุ้นตาทำให้เห็นเงาดำเป็นจุดเล็กๆ จำนวนมาก  ในกรณีนี้อันตรายมากเพราะจอตาอาจลอกหลุดได้  ในบางรายระหว่างที่น้ำวุ้นตากำลังดึงจอประสาทตา  จะมีอาการมองเห็นไฟแลบเป็นรูปโค้งๆ (เหมือนถูกถ่ายรูปด้วยแฟลช) มักจะเห็นตอนค่อนข้างมืดในขณะกลอกตาไปทางใดทางหนึ่ง  อาการเห็นไฟแลบนี้อาจจะเป็นอยู่ 2-3 วัน  ถึง 6 เดือน  โดยไม่มีอันตรายใดๆ

ฉะนั้น  หากไม่ได้รับการตรวจตาอย่างละเอียด  ก็ไม่มีโอกาสทราบได้ว่า  ตะกอนน้ำวุ้นตาที่เกิดขึ้นนั้นเป็นอันตรายต่อผู้ป่วยหรือไม่  ดังนั้น  ถ้ามีเงาดำที่เกิดขึ้นทันทีทันใดหรือมีอาการเห็นแสงไฟแลบ  ควรรีบปรึกษาจักษุแพทย์ทันที

วิธีการรักษาตะกอนน้ำวุ้นตา
แม้ปัจจุบันยังไม่มียาที่รักษาให้ตะกอนน้ำวุ้นตาละลายไปได้  แต่ให้เข้าใจว่า  เฉพาะเงาดำที่เกิดจากการตกตะกอนตามธรรมชาติของน้ำวุ้นตานั้นไม่มีอันตรายใดๆ ต่อตา  ไม่มีผลที่จะทำให้สายตามัวลง  และทั่วๆ ไปจะไม่เป็นมากขึ้น  นอกจากจะทำให้รำคาญ  และวิตกกังวลเท่านั้น

เมื่อผู้ป่วยเข้าใจแล้วว่า  เป็นการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นตามวัยเช่นเดียวกับสีผมที่เปลี่ยนไป  ความวิตกก็คลายลง  และเกิดความเคยชินจนเงาดำค่อยๆ ลางหายไปเองจากความรู้สึก  ดังนั้น  จึงไม่ทำการผ่าตัดเพื่อเอาตะกอนน้ำวุ้นตาออก  เพราะประโยชน์ที่ได้ไม่คุ้มกับการเสี่ยง

ผู้ป่วยบางรายต้องพบกับความรำคาญขณะอ่านหนังสือ  เพราะเงาตะกอนน้ำวุ้นตามาบังรบกวนประสาทตา  วิธีการแก้ไข  คือ  ให้กลอกตามองขึ้น  มองลงไปรอบๆ จะทำให้น้ำวุ้นภายในลูกตาไหลวน  ตะกอนก็จะเคลื่อนย้ายตำแหน่งไป  ทำให้ไม่บังตา

ควรได้รับการตรวจตาจากจักษุแพทย์หรือไม่?  ถ้ามีเงาตะกอนน้ำวุ้นตาหรือไฟแลบ
ผู้ป่วยที่เห็นเงาตะกอนน้ำวุ้นตาหรือไฟแลบเกิดขึ้น  ประมาณร้อยละ 15 ของผู้ป่วยอาจมีความผิดปกติของจอประสาทตา  คือ  รูรั่ว  หรือ  รอยฉีกขาดเกิดขึ้นร่วมด้วย  ถ้าไม่ได้รับการรักษาทันท่วงที  รอยนี้ก็จะลุกลามเป็นจอประสาทตาหลุดลอก  ซึ่งต้องได้รับการผ่าตัดรักษา

การรักษารูรั่วหรือรอยฉีกขาดที่จอประสาทตาที่ยังไม่หลุดลอก  ทำได้ง่ายโดยใช้เลเซอร์ไปอุดรอยรั่วเท่านั้นก็เพียงพอ  ดังนั้น  ผู้ป่วยที่มองเห็นจุดลอย  ควรพบจักษุแพทย์เพื่อตรวจว่า  จอประสาทตาอ่อนแอและมีโอกาสเป็นรูรั่วหรือไม่  แต่ในรายที่เห็นไฟแลบและมองเห็นตะกอนจำนวนมาก  ต้องรีบพบจักษุแพทย์ทันที  เพราะมีอัตราเสี่ยงกับการมีรูรั่วที่จอประสาทตามากที่สุด

โรงพยาบาลจักษุรัตนิน (www.rutnin.com)
โทร 0-2639-3399  แฟกซ์ 0-2639-3311
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤศจิกายน 14, 2008, 21:45 โดย el~rose »

ออฟไลน์ MyNewCar

  • Jr. Member
  • **
  • กระทู้: 82
  • Karma: +0/-0
Re: โรควุ้นในลูกตาเสื่อม อย่ามองข้าม
« ตอบกลับ #5 เมื่อ: พฤศจิกายน 15, 2008, 11:04 »
ขอบคุณครับ  :YoyoEmo57:

ออฟไลน์ Jexep

  • Tiida Team Thailand (M)
  • Full Member
  • *
  • กระทู้: 222
  • Karma: +0/-0
  • http://www.to-motor.com
    • TCS Motor
Re: โรควุ้นในลูกตาเสื่อม อย่ามองข้าม
« ตอบกลับ #6 เมื่อ: พฤศจิกายน 16, 2008, 03:58 »
ขอบคุณมากครับคุณ El~Rose

จะรีบไปตรวจดีกว่าครับ ท่าจะอันตรายใช่ย่อย

เหอๆะ


เวบของที่บ้านผมเองครับ สนใจติดต่อได้ครับ :)

http://www.to-motor.com/

http://twitter.com/Jexep